มีไข้ตอนใช้ PrEP (เพร็พ ยาป้องกันเอชไอวีก่อนสัมผัสเชื้อ) หรือในช่วงก่อนเริ่มยา ไม่ได้แปลว่าคุณมีเอชไอวี แต่ควรบอกผู้ให้บริการ เพราะอาจเข้าได้กับเอชไอวีระยะเฉียบพลัน ซึ่งแนวทาง PrEP ประเทศไทยปี 2568 ระบุว่าไม่ควรเริ่ม PrEP ในผู้ที่สงสัยภาวะนี้ ส่วนคนที่ใช้ยาอยู่แล้ว ควรให้ผู้ให้บริการตัดสินเรื่องกินต่อหรือหยุดจากผลตรวจ ไม่ใช่ตัดสินเองจากอาการ
ถ้าอ่านแค่บรรทัดเดียว ให้จำว่า: ไข้ไม่ได้บอกว่ามีหรือไม่มีเอชไอวี คำตอบมาจากการตรวจ และช่วงที่มีไข้คือช่วงที่ควรคุ ยกับผู้ให้บริการก่อนเริ่มหรือเปลี่ยนการใช้ยา
บทความนี้เขียนให้คนเชียงใหม่และภาคเหนือ ข้อมูลที่อ้างว่า "แนวทางไทย" มาจากแนวทาง PrEP ของกรมควบคุมโรคปี 2568
ไข้ เจ็บคอ ปวดเมื่อย เกี่ยวกับเอชไอวีได้อย่างไร
แนวทางไทยอธิบายว่า เอชไอวีระยะเฉียบพลันคือช่วงที่เพิ่งได้รับเอชไอวีมาไม่นาน ร่างกายยังสร้างแอนติบอดีไม่ทัน การตรวจแอนติบอดีจึงอาจให้ผลลบหรือสรุปไม่ได้ อาการระยะนี้พบได้ 40% ถึง 90% ในช่วง 2–6 สัปดาห์หลังได้รับเอชไอวี ส่วนใหญ่คล้ายการติดเชื้อไวรัสทั่วไป ที่พบมากที่สุดคือไข้ รองลงมาคืออ่อนเพลีย เจ็บคอ ปวดศีรษะ และปวดเมื่อยตามร่างกาย
HIV.gov ของรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่าราวสองในสามมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ภายใน 2–4 สัปดาห์ ส่วนองค์การอนามัยโลกระบุว่าบางคนไม่มีอาการเลยในช่วงไม่กี่สัปดาห์แรก
แปลว่าอะไรสำหรับคุณ: HIV.gov เตือนว่าอาการเหล่านี้เกิดจากโรคอื่นได้ อย่าสรุปว่ามีเอชไอวีเพียงเพราะมีอาการ และอย่าสรุปว่าไม่มีเพียงเพราะไม่มีอาการ วิธีเดียวที่รู้แน่คือการตรวจ
ทำไมผู้ให้บริการอาจยังไม่เริ่ม PrEP ถ้าคุณมีไข้
แนวทางไทยจัดให้ "มีประวัติและอาการเข้าได้กับเอชไอวีระยะเฉียบพลัน" เป็นข้อห้ามใช้ PrEP เหตุผลคือระยะนี้มักมีปริมาณไวรัสในเลือดสูง การเริ่ม PrEP ในช่วงนี้จึงมีโอกาสทำให้เกิดเชื้อดื้อยา
งานทบทวนในวารสาร Drugs ปี 2019 รวมข้อมูลการทดลอง PrEP หลายโครงการ ทั้งกลุ่มยาจริงและยาหลอก พบว่าผู้เข้าร่วม 77 คนที่มีเอชไอวีระยะเฉียบพลันอยู่แล้วตอนเข้าโครงการ ตรวจพบการกลายพันธุ์ดื้อยาในสูตร PrEP 18 คน (23%) ขณะที่ผู้ได้รับเอชไอวีภายหลังระหว่างติดตาม พบ 19 จาก 622 คน (3%)
ภาคผนวก ค ของแนวทางไทย ให้ประเมินอาการ เช่น ไข้ ถ่ายเหลว มีผื่น ต่อมน้ำเหลืองโต ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ น้ำหนักลด เบื่ออาหาร ถ้ามีอาการเหล่านี้ให้สงสัยระยะเฉียบพลัน และผู้รับบริการยังไม่สามารถเริ่มกินยาได้
ตารางนี้ยกข้อความตามแนวทางไทยปี 2568 ส่วนการตัดสินว่าคุณเข้าข้อไหนเป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการ
| สถานการณ์ | สิ่งที่แนวทางเขียนไว้ | หน้า |
|---|---|---|
| สงสัยเอชไอวีระยะเฉียบพลัน | ไม่ควรเริ่ม PrEP และพิจารณาตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัส หรือตรวจแอนติเจนร่วมกับแอนติบอดีซ้ำอีกครั้ง 2–4 สัปดาห์ | 25 |
| ความเสี่ยงครั้งล่าสุดไม่เกิน 72 ชั่วโมง | ควรพิจารณารับ PEP ให้ครบ 28 วัน แล้วจึงเริ่ม PrEP | 15 |
| ความเสี่ยงเกิน 72 ชั่วโมง และไม่มีอาการสงสัยระยะเฉียบพลัน | รับ PrEP ได้ทุกชนิด โดยเน้นการตรวจเอชไอวีเดือนที่ 1 | 25 |
| ใช้ PrEP อยู่ ผลตรวจมีปฏิกิริยาหรือสรุปไม่ได้ | บทที่ 3: ให้ใช้ PrEP ต่อไปจนกว่าจะทราบผลยืนยันหรือสรุปผลได้ | 19 |
| ใช้ PrEP อยู่ มีอาการหรือสงสัยระยะเฉียบพลัน หรือผลสรุปไม่ได้ | ภาคผนวก ค (แนวทางสำหรับสถานพยาบาลและองค์กรภาคประชาสังคม): อยู่ในข้อบ่งชี้ในการหยุดรับประทานยา และให้ส่งพบแพทย์เพื่อยืนยันผลอีกครั้ง | 112–113 |
แปลว่าอะไรสำหรับคุณ: ถ้าวันนัดเริ่มยาคุณไม่สบาย ให้เล่าอาการตามจริง เพื่อให้ผู้ให้บริการเลือกขั้นตอนที่ปลอดภัยกับคุณ
มีไข้ตอนใช้ PrEP อยู่แล้ว ต้องหยุดยาไหม
คำตอบตรงที่สุดคือ สองส่วนของแนวทางไทยเขียนต่างกัน โดยเฉพาะกรณีผลตรวจสรุปไม่ได้ บทที่ 3 ระบุว่าถ้าผลตรวจมีปฏิกิริยา (reactive คือผลเบื้องต้นที่ต้องตรวจยืนยัน) หรือสรุปไม่ได้ขณะใช้ PrEP ให้ใช้ยาต่อจนกว่าจะรู้ผล ส่วนภาคผนวก ค ซึ่งเป็นแนวทางสำหรับสถานพยาบาลและองค์กรภาคประชาสังคม ระบุการมีอาการหรือสงสัยระยะเฉียบพลัน หรือผลตรวจสรุปไม่ได้ ไว้ในข้อบ่งชี้ในการหยุดรับประทานยา และให้ส่งพบแพทย์เพื่อยืนยันผล ทั้งนี้บทที่ 3 ไม่ได้เขียนถึงกรณีที่มีอาการแต่ยังไม่มีผลตรวจ
บทความนี้จึงไม่แนะนำให้คุณกินต่อหรือหยุดเอง ให้ติดต่อหน่วยบริการที่จ่ายยาโดยเร็ว เล่าอาการ แล้วให้แพทย์หรือทีมที่ดูแลตัดสินพร้อมผลตรวจ
- ไข้ไม่อยู่ในรายการผลข้างเคียงระยะสั้นของ PrEP ชนิดเม็ด: แนวทางระบุ คลื่นไส้ ท้องเสีย เบื่ออาหาร ปวดท้อง ท้องอืด มึนศีรษะ และปวดศีรษะ
- ใช้ยาฉีดชนิดออกฤทธิ์นาน (CAB-LA): แนวทางระบุว่าไม่ควรใช้เมื่อสงสัยตับอักเสบเฉียบพลันหรือโรคตับรุนแรง เช่น มีไข้ ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน ร่วมกับตัวตาเหลือง และคนที่ได้รับเอชไอวีขณะใช้ยานี้อาจตรวจพบช้า ต้องตรวจซ้ำหลายครั้ง
แปลว่าอะไรสำหรับคุณ: ถ้ามีไข้ระหว่างใช้ยา ไม่ต้องรอถึงนัดตรวจรอบถัดไป ให้โทรหาคลินิกก่อน
ถ้าสงสัยระยะเฉียบพลัน จะได้ตรวจแบบไหน
แนวทางไทยให้พิจารณา 2 ทาง ทางแรกคือตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัสโดยตรง (HIV NAAT) ซึ่งหาไวรัสได้ก่อนร่างกายสร้างแอนติบอดี ทางที่สองคือตรวจหาแอนติเจนร่วมกับแอนติบอดี (HIV Ag/Ab) ซ้ำอีกครั้งใน 2–4 สัปดาห์ ส่วนคนที่ใช้ยาฉีดชนิดออกฤทธิ์นานแล้วผลสรุปไม่ได้ แนวทางให้ตรวจแอนติเจนร่วมกับแอนติบอดีใน 2–4 สัปดาห์ และโดยทั่วไปไม่แนะนำการตรวจหาสารพันธุกรรม
องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าไม่มีการตรวจครั้งเดียวที่ให้การวินิจฉัยว่ามีเอชไอวีได้ครบถ้วน ผลบวกต้องได้รับการตรวจยืนยัน ถ้ายังสับสนเรื่องช่วงที่ตรวจยังไม่เจอ อ่านเพิ่มได้ที่เรื่อง Window Period ที่อาจทำให้เข้าใจผลตรวจผิด
แปลว่าอะไรสำหรับคุณ: แนวทางไทยปี 2568 อธิบายว่าในระยะเฉียบพลัน เมื่อตรวจแอนติบอดีต่อเอชไอวีจะให้ผลลบหรือผลสรุปไม่ได้ ถ้าผลเป็นลบแต่ยังมีไข้ ให้บอกผู้ให้บริการและถามว่าต้องตรวจเพิ่มหรือตรวจซ้ำเมื่อไร
อยู่ไกลตัวเมืองเชียงใหม่ ใช้ชุดตรวจด้วยตนเองตอนมีอาการได้ไหม
แนวทางไทยยกตัวอย่างว่า ผู้รับบริการในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีบริการ PrEP ใช้ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองช่วยเริ่มและติดตาม PrEP ชนิดเม็ดได้ แต่ชุดตรวจที่อนุมัติในไทยตอนนี้เป็นรุ่นที่ 3 ซึ่งมีช่วงที่ตรวจยังไม่เจอยาวกว่าการตรวจในห้องปฏิบัติการรุ่นที่ 4 ผลบวกต้องยืนยันด้วยการตรวจทางห้องปฏิบัติการเสมอ และยังไม่แนะนำให้ใช้กับยาฉีดชนิดออกฤทธิ์นาน
- ถ้าบ้านอยู่ไกลคลินิกและมีไข้ ให้ติดต่อหน่วยบริการที่รับยาก่อน อย่าตัดสินจากชุดตรวจอย่างเดียว อ่านข้อจำกัดเพิ่มที่บทความเรื่องชุดตรวจเอชไอวี
- ค้นหาหน่วยบริการ PrEP ที่ร่วมจัดบริการกับ สปสช. ได้ที่เว็บไซต์ BuddyStation ของกรมควบคุมโรค
- ถ้าผู้ให้บริการให้ไปตรวจที่หน่วยบริการ สามารถจองนัดตรวจเอชไอวีออนไลน์ล่วงหน้าได้
ก่อนโทรหาคลินิก ควรเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง
- อาการเริ่มวันไหน มีอะไรบ้าง เช่น ไข้ เจ็บคอ ผื่น ต่อมน้ำเหลืองโต
- วันและเวลาของความเสี่ยงครั้งล่าสุด เพราะเกี่ยวกับกรอบ 72 ชั่วโมงของ PEP
- ใช้ PrEP แบบไหน กินหรือฉีดครั้งล่าสุดเมื่อไร
- ผลตรวจเอชไอวีครั้งล่าสุด ตรวจวันไหน ด้วยวิธีใด
- ยาอื่นที่กินอยู่ รวมถึงยาลดไข้และอาหารเสริม
ถ้าอยากทบทวนพื้นฐานของ PrEP ก่อนคุยกับคลินิก อ่านได้ที่คลังความรู้เรื่อง PrEP ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation)
คำถามที่พบบ่อย
เป็นไข้หวัดธรรมดา จะถูกเลื่อนเริ่ม PrEP ทุกครั้งไหม
แนวทางไทยเขียนว่าไม่ควรเริ่ม PrEP ในผู้ที่สงสัยเอชไอวีระยะเฉียบพลัน ไม่ได้เขียนว่าไข้ทุกแบบต้องเลื่อน อาการของคุณเข้าข่ายหรือไม่ ผู้ให้บริการจะประเมินเป็นรายคน
เพิ่งมีความเสี่ยงไม่ถึง 72 ชั่วโมง ควรเริ่ม PrEP เลยไหม
แนวทางไทยให้พิจารณารับ PEP (เป๊ป ยาป้องกันเอชไอวีหลังสัมผัสเชื้อ) ซึ่งต้องเริ่มภายใน 72 ชั่วโมงหลังเสี่ยงและกินให้ครบ 28 วัน แล้วจึงเริ่ม PrEP เมื่อกิน PEP ครบ 28 วันและผลตรวจเอชไอวีเป็นลบ แนวทางระบุว่ารับ PrEP ต่อได้ทันที
ตรวจแล้วผลเป็นลบ แต่ยังมีไข้อยู่ ทำอย่างไรต่อ
บอกผู้ให้บริการว่ายังมีอาการ ตามนิยามในแนวทางไทย ระยะเฉียบพลันคือช่วงที่การตรวจแอนติบอดีอาจยังให้ผลลบ ผู้ให้บริการจึงอาจพิจารณาตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัส หรือนัดตรวจซ้ำใน 2–4 สัปดาห์
สรุป
ไข้ เจ็บคอ หรืออ่อนเพลียในช่วงก่อนเริ่มหรือระหว่างใช้ PrEP ไม่ได้บอกว่ามีหรือไม่มีเอชไอวี แต่เป็นสัญญาณให้คุยกับผู้ให้บริการ แนวทางไทยปี 2568 ระบุว่าไม่ควรเริ่ม PrEP ในผู้ที่สงสัยระยะเฉียบพลัน และให้พิจารณาตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัสหรือตรวจซ้ำใน 2–4 สัปดาห์ สำหรับคนที่ใช้ยาอยู่ สองส่วนของแนวทางเขียนเรื่องกินต่อหรือหยุดไว้ต่างกัน โดยเฉพาะกรณีผลตรวจสรุปไม่ได้ จึงควรให้แพทย์เป็นผู้พิจารณา และถ้าเพิ่งเสี่ยงไม่เกิน 72 ชั่วโมง ให้ติดต่อสถานพยาบาลเรื่อง PEP ทันที
แหล่งอ้างอิง
- กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค. แนวทางการจัดบริการยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อเอชไอวีประเทศไทย ปี 2568 (รับรอง 11 พฤษภาคม 2569) หน้า 15, 19–20, 24–25, 33, 40, 42, 108, 112–113
- PrEP Thailand – หน้ารวมแนวทางการจัดบริการ PrEP ประเทศไทย
- World Health Organization – HIV and AIDS fact sheet
- HIV.gov – Symptoms of HIV
- Gibas KM, van den Berg P, Powell VE, Krakower DS. Drug Resistance during HIV Preexposure Prophylaxis. Drugs, 2019 (PubMed Central)




