หลายคนมองว่า ออรัลเซ็กซ์ (Oral Sex) เป็นกิจกรรมทางเพศที่ปลอดภัยกว่าการมีเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่ จึงมักละเลยการป้องกันหรือไม่ได้ตระหนักถึงความเสี่ยงของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections: STIs) อย่างไรก็ตาม ความจริงคือ ออรัลเซ็กซ์สามารถเป็นช่องทางในการแพร่เชื้อโรคหลายชนิดได้ แม้ว่าความเสี่ยงของโรคบางชนิด เช่น HIV จะต่ำกว่าการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด หรือทางทวารหนัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความเสี่ยงเลย
ออรัลเซ็กซ์ (Oral Sex) คืออะไร?
ออรัลเซ็กซ์ (Oral Sex) คือ การมีกิจกรรมทางเพศโดยใช้ปาก ลิ้น หรือริมฝีปาก สัมผัสอวัยวะเพศหรือทวารหนักของคู่นอน เพื่อกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ และสร้างความพึงพอใจ โดยอาจเกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของการเล้าโลมก่อนมีเพศสัมพันธ์ หรือเป็นกิจกรรมทางเพศหลักของคู่รักบางคู่
แม้หลายคนจะมองว่าออรัลเซ็กซ์เป็นรูปแบบของการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยกว่าการสอดใส่ แต่ในความเป็นจริง ยังมีความเสี่ยงต่อการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections: STIs) เนื่องจากเยื่อบุในช่องปาก และลำคอสามารถสัมผัสกับเชื้อโรคที่อยู่ในสารคัดหลั่ง เลือด หรือบริเวณผิวหนังที่ติดเชื้อของคู่นอนได้
ออรัลเซ็กซ์สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 รูปแบบหลัก ได้แก่
1. การใช้ปากกับอวัยวะเพศชาย (Fellatio)
เป็นการใช้ปาก และลิ้นกระตุ้นอวัยวะเพศชาย ซึ่งอาจมีการสัมผัสกับน้ำอสุจิหรือสารคัดหลั่งจากท่อปัสสาวะ หากฝ่ายรับมีแผลในช่องปาก เหงือกอักเสบ หรือเลือดออกตามไรฟัน อาจเพิ่มโอกาสที่เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายได้
โรคที่สามารถติดต่อผ่านการทำออรัลเซ็กซ์กับอวัยวะเพศชาย ได้แก่ หนองใน หนองในเทียม ซิฟิลิส เริม HPV ไวรัสตับอักเสบบี และในบางกรณีอาจมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV แม้จะอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดหรือทางทวารหนัก
2. การใช้ปากกับอวัยวะเพศหญิง (Cunnilingus)
เป็นการใช้ปาก และลิ้นสัมผัสบริเวณอวัยวะเพศหญิง รวมถึงคลิตอริส และบริเวณโดยรอบ โดยอาจสัมผัสกับสารคัดหลั่งจากช่องคลอดหรือเลือดประจำเดือน ซึ่งสามารถเป็นแหล่งของเชื้อโรคบางชนิดได้
แม้หลายคนจะเข้าใจว่าความเสี่ยงต่ำ แต่ยังสามารถติดต่อโรคต่าง ๆ เช่น เริม ซิฟิลิส HPV หนองใน หนองในเทียม และในบางสถานการณ์อาจมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV โดยเฉพาะหากมีแผลในช่องปากหรือมีเลือดปนอยู่
3. การใช้ปากกับทวารหนัก (Rimming หรือ Anilingus)
เป็นการใช้ปาก และลิ้นสัมผัสบริเวณทวารหนัก ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการรับเชื้อจากอุจจาระ และเชื้อโรคในระบบทางเดินอาหารมากกว่าการทำออรัลเซ็กซ์รูปแบบอื่น
นอกจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แล้ว ยังอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินอาหาร เช่น ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A) รวมถึงเชื้อแบคทีเรีย และปรสิตบางชนิดที่แพร่ผ่านการปนเปื้อนของอุจจาระ หากไม่มีการป้องกันหรือรักษาสุขอนามัยที่เหมาะสม
ทำไมออรัลเซ็กซ์จึงสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อได้?
ภายในช่องปาก และลำคอมีเยื่อบุที่บอบบาง หากมีแผลเล็ก ๆ จากการแปรงฟัน การใช้ไหมขัดฟัน แผลร้อนใน เหงือกอักเสบ หรือการถอนฟัน เชื้อโรคสามารถเข้าสู่กระแสเลือดหรือเนื้อเยื่อได้ง่ายขึ้น
ระหว่างการทำออรัลเซ็กซ์ อาจมีการสัมผัสกับ
- น้ำอสุจิ
- สารคัดหลั่งจากช่องคลอด
- สารคัดหลั่งจากทวารหนัก
- เลือด
- เชื้อโรคที่อยู่บนผิวหนัง เยื่อบุ หรือแผลของอวัยวะเพศ
หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีการติดเชื้อ แม้จะไม่มีอาการ ก็ยังสามารถแพร่เชื้อไปยังคู่นอนได้
ออรัลเซ็กซ์ปลอดภัยกว่าการมีเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่จริงหรือไม่?
โดยทั่วไป ออรัลเซ็กซ์มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ HIV ต่ำกว่าการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด และทางทวารหนัก แต่ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัยจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั้งหมด เพราะโรคหลายชนิด เช่น หนองใน ซิฟิลิส เริม และ HPV สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสของเยื่อบุ และผิวหนังได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้น การใช้อุปกรณ์ป้องกัน เช่น ถุงยางอนามัยหรือแผ่นยางอนามัย (Dental Dam) การหลีกเลี่ยงออรัลเซ็กซ์เมื่อมีแผลในช่องปาก และการตรวจสุขภาพทางเพศเป็นประจำ จึงเป็นวิธีสำคัญในการลดความเสี่ยง และช่วยให้สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น
ออรัลเซ็กซ์เสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือไม่?
คำตอบคือ เสี่ยง
แม้ว่าหลายคนจะเข้าใจว่าการมีเพศสัมพันธ์ทางปากไม่ก่อให้เกิดโรค แต่ในความเป็นจริง เชื้อโรคจำนวนมากสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านเยื่อบุช่องปาก ลำคอ เหงือก หรือแผลเล็ก ๆ ภายในช่องปากได้
ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นหาก
- มีแผลในปาก
- มีเลือดออกตามไรฟัน
- เพิ่งถอนฟันหรือทำฟัน
- มีแผลร้อนใน
- มีโรคเหงือก
- มีคู่นอนหลายคน
- ไม่ใช้อุปกรณ์ป้องกัน

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สามารถติดผ่านออรัลเซ็กซ์
1. หนองใน (Gonorrhea) หนองในเป็นโรคที่พบบ่อยมากในการติดต่อผ่านออรัลเซ็กซ์ โดยเฉพาะการติดเชื้อที่คอ
อาการ
- เจ็บคอ
- ต่อมทอนซิลอักเสบ
- ไม่มีอาการเลยก็ได้
ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่รู้ตัว และสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้
2. หนองในเทียม (Chlamydia) สามารถติดเชื้อบริเวณคอได้เช่นเดียวกัน แม้อัตราการติดจะต่ำกว่าหนองใน แต่ก็ยังพบได้
อาการ
- เจ็บคอ
- ระคายคอ
- ไม่มีอาการ
3. ซิฟิลิส (Syphilis) เชื้อซิฟิลิสสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านแผลเล็ก ๆ ในช่องปากได้
ระยะแรกอาจพบ
- แผลริมแข็งในช่องปาก
- แผลที่ริมฝีปาก
- แผลที่ลิ้น
- แผลที่คอ
หากไม่รักษา เชื้อสามารถลุกลามไปยังระบบประสาท หัวใจ และอวัยวะอื่น ๆ ได้
4. เริม (Herpes Simplex Virus) ทั้ง HSV-1 และ HSV-2 สามารถแพร่ผ่านออรัลเซ็กซ์
อาการ
- ตุ่มน้ำใส
- แผลในช่องปาก
- แผลที่อวัยวะเพศ
- ปวดแสบปวดร้อน
แม้อาการจะหาย แต่เชื้อยังคงอยู่ในร่างกาย
5. HPV (Human Papillomavirus) HPV สามารถแพร่ผ่านการสัมผัสระหว่างผิวหนัง และเยื่อบุ
อาจก่อให้เกิด
- หูดที่อวัยวะเพศ
- หูดในช่องปาก
- มะเร็งช่องปาก
- มะเร็งคอหอย
- มะเร็งต่อมทอนซิล
วัคซีน HPV สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก
6. HIV แม้ว่าการติด HIV จากออรัลเซ็กซ์จะมีความเสี่ยงต่ำกว่าการมีเพศสัมพันธ์แบบอื่น แต่ยังสามารถเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะเมื่อ
- มีเลือดในช่องปาก
- มีแผลเปิด
- มีการหลั่งน้ำอสุจิในปาก
- มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ร่วม
7. ไวรัสตับอักเสบบี (HBV) เชื้อสามารถติดต่อผ่านสารคัดหลั่ง และเลือด ผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนมีความเสี่ยงมากกว่า
8. ไวรัสตับอักเสบเอ (HAV) มักพบในการทำ Oral-Anal Sex เชื้อแพร่ผ่านการปนเปื้อนของอุจจาระ สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน
ออรัลเซ็กซ์กับ HIV เสี่ยงมากแค่ไหน?
หลายคนเข้าใจว่า ออรัลเซ็กซ์ (Oral Sex) ไม่สามารถทำให้ติดเชื้อ HIV ได้ แต่ความจริงคือ การติดเชื้อ HIV ผ่านออรัลเซ็กซ์สามารถเกิดขึ้นได้ แม้โอกาสจะค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดหรือทางทวารหนัก อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงไม่ได้เป็นศูนย์ และขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของทั้งสองฝ่าย และลักษณะของกิจกรรมทางเพศ
องค์การอนามัยโลก (WHO) และศูนย์ควบคุม และป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ระบุว่า ความเสี่ยงของการติดเชื้อ HIV จากออรัลเซ็กซ์โดยทั่วไปอยู่ในระดับต่ำ แต่หากมีปัจจัยเสี่ยงบางประการ โอกาสในการรับหรือแพร่เชื้ออาจเพิ่มขึ้นได้
เปรียบเทียบความเสี่ยงของการติด HIV ในแต่ละรูปแบบของเพศสัมพันธ์
เมื่อเปรียบเทียบรูปแบบการมีเพศสัมพันธ์ต่าง ๆ พบว่า
- เพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก เป็นรูปแบบที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด เนื่องจากเยื่อบุทวารหนักมีความบอบบาง และเกิดการฉีกขาดได้ง่าย ทำให้เชื้อเข้าสู่กระแสเลือดได้สะดวก
- เพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด มีความเสี่ยงรองลงมา โดยเฉพาะหากไม่มีการใช้ถุงยางอนามัยหรือมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ร่วม
- ออรัลเซ็กซ์ มีความเสี่ยงต่ำที่สุดในบรรดารูปแบบหลักของการมีเพศสัมพันธ์ แต่ก็ยังสามารถเกิดการติดเชื้อได้ในบางสถานการณ์
ดังนั้น คำว่า ความเสี่ยงต่ำ ไม่ได้หมายถึง ไม่มีความเสี่ยง ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงจึงควรให้ความสำคัญกับการป้องกันเช่นเดียวกับการมีเพศสัมพันธ์รูปแบบอื่น
ทำไมออรัลเซ็กซ์จึงยังมีโอกาสติด HIV ได้?
เชื้อ HIV สามารถพบได้ใน
- น้ำอสุจิ
- สารคัดหลั่งก่อนการหลั่ง (Pre-ejaculate)
- สารคัดหลั่งจากช่องคลอด
- เลือด
หากสารคัดหลั่งเหล่านี้สัมผัสกับเยื่อบุช่องปากที่มีแผลหรือรอยถลอก เชื้ออาจเข้าสู่ร่างกายได้ แม้เยื่อบุในช่องปากจะมีความทนทานต่อการติดเชื้อมากกว่าเยื่อบุบริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนักก็ตาม

ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงในการติด HIV จากออรัลเซ็กซ์
แม้โดยทั่วไปความเสี่ยงจะต่ำ แต่ปัจจัยต่อไปนี้อาจเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อได้
- มีแผลในช่องปาก หากมีแผลร้อนใน แผลจากการกัดปาก แผลหลังถอนฟัน หรือแผลจากการผ่าฟันคุด เชื้อ HIV อาจเข้าสู่ร่างกายผ่านบริเวณที่เยื่อบุถูกทำลายได้ง่ายขึ้น
- มีโรคเหงือกหรือเลือดออกตามไรฟัน ผู้ที่มีเหงือกอักเสบหรือมีเลือดออกขณะแปรงฟัน อาจมีช่องทางให้เชื้อเข้าสู่กระแสเลือดได้มากกว่าผู้ที่มีสุขภาพช่องปากแข็งแรง
- มีการหลั่งน้ำอสุจิในช่องปาก การสัมผัสกับน้ำอสุจิโดยตรง โดยเฉพาะเมื่อมีการหลั่งในปาก อาจเพิ่มความเสี่ยงมากกว่าการทำออรัลเซ็กซ์ที่ไม่มีการหลั่ง แม้ว่าความเสี่ยงโดยรวมยังคงอยู่ในระดับต่ำ
- มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นร่วมด้วย หากผู้รับหรือผู้ให้มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น
- ซิฟิลิส
- หนองใน
- หนองในเทียม
- เริมที่ช่องปากหรืออวัยวะเพศ
- โรคเหล่านี้อาจทำให้เกิดแผลหรือการอักเสบของเยื่อบุ ส่งผลให้เชื้อ HIV เข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น
- มีปริมาณเชื้อ HIV สูงในคู่นอน หากคู่นอนที่ติดเชื้อ HIV ยังไม่ได้รับการรักษา หรือมีปริมาณไวรัส (Viral Load) สูง ความเสี่ยงในการแพร่เชื้อจะสูงกว่าผู้ที่ได้รับยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอ และมีปริมาณไวรัสต่ำจนตรวจไม่พบ
หากผู้ติดเชื้อ HIV มี Viral Load ตรวจไม่พบ ยังแพร่เชื้อผ่านออรัลเซ็กซ์ได้หรือไม่?
หลักฐานทางการแพทย์ในปัจจุบันสนับสนุนแนวคิด U=U (Undetectable = Untransmittable) ซึ่งหมายความว่า ผู้ติดเชื้อ HIV ที่รับประทานยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่อง และมีปริมาณไวรัสในเลือดต่ำจนตรวจไม่พบอย่างคงที่ จะไม่แพร่เชื้อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ อย่างไรก็ตาม การรักษาให้อยู่ในระดับนี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ และมีการติดตามผลเลือดอย่างสม่ำเสมอ
จะลดความเสี่ยงจากออรัลเซ็กซ์ได้อย่างไร?
แม้ออรัลเซ็กซ์จะมีความเสี่ยงต่ำ แต่สามารถลดความเสี่ยงได้มากขึ้นด้วยวิธีต่อไปนี้
- ใช้ถุงยางอนามัยเมื่อทำออรัลเซ็กซ์กับอวัยวะเพศชาย
- ใช้แผ่นยางอนามัย (Dental Dam) เมื่อทำออรัลเซ็กซ์กับอวัยวะเพศหญิงหรือทวารหนัก
- หลีกเลี่ยงการทำออรัลเซ็กซ์หากมีแผลในช่องปาก เหงือกอักเสบ หรือเลือดออกตามไรฟัน
- ตรวจหา HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีคู่นอนหลายคนหรือมีพฤติกรรมเสี่ยง
- พิจารณาใช้ PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) หากเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV และปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการใช้ PEP (Post-Exposure Prophylaxis) หากเพิ่งมีความเสี่ยงภายในระยะเวลาที่เหมาะสม
อาการที่ควรสังเกตหลังมีออรัลเซ็กซ์
หลังมีออรัลเซ็กซ์ หลายคนอาจไม่พบความผิดปกติใด ๆ เนื่องจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections: STIs) หลายชนิดสามารถ ไม่แสดงอาการในระยะแรก โดยเฉพาะการติดเชื้อที่บริเวณช่องปาก และลำคอ อย่างไรก็ตาม หากมีอาการผิดปกติต่อไปนี้ ควรรีบเข้ารับการตรวจจากแพทย์เพื่อวินิจฉัย และรับการรักษาอย่างเหมาะสม
- เจ็บคอเรื้อรังหรือเจ็บคอผิดปกติ อาการเจ็บคอที่ไม่หายภายในหลายวัน หรือเป็นซ้ำบ่อย ๆ โดยไม่มีสาเหตุจากหวัดหรือภูมิแพ้ อาจเกิดจากการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองใน (Gonorrhea) หรือ หนองในเทียม (Chlamydia) ที่บริเวณลำคอ ซึ่งผู้ป่วยบางรายอาจมีเพียงอาการเจ็บคอเล็กน้อยหรือไม่มีอาการอื่นร่วมเลย
- มีหนองหรือคราบขาวที่ลำคอ หากสังเกตเห็นหนอง คราบสีขาว หรือมีการอักเสบของต่อมทอนซิลร่วมกับอาการเจ็บคอ อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อแบคทีเรีย รวมถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิด การตรวจหาเชื้อจากลำคอ (Throat Swab) จะช่วยให้สามารถวินิจฉัยได้อย่างแม่นยำ
- มีแผลในช่องปาก ริมฝีปาก หรือลิ้น แผลในช่องปากที่ไม่หายภายใน 1–2 สัปดาห์ หรือแผลที่ไม่มีอาการเจ็บ อาจเป็นสัญญาณของ ซิฟิลิสระยะแรก ส่วนแผลที่มีอาการปวดแสบปวดร้อน และมีตุ่มน้ำมาก่อน อาจเกิดจาก โรคเริม (Herpes Simplex Virus) ไม่ควรซื้อยารับประทานเองโดยไม่ทราบสาเหตุ เพราะอาจทำให้การวินิจฉัยล่าช้า
- มีตุ่มน้ำหรือแผลพุพอง ตุ่มน้ำใสบริเวณริมฝีปาก ช่องปาก หรือรอบอวัยวะเพศหลังมีออรัลเซ็กซ์ อาจเกิดจากการติดเชื้อเริม ซึ่งสามารถแพร่เชื้อได้ง่ายแม้ในช่วงที่ยังไม่มีอาการชัดเจน หากพบอาการดังกล่าวควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ และรีบพบแพทย์
- มีก้อนหรือบวมบริเวณลำคอ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคออาจโตขึ้นเมื่อร่างกายกำลังต่อสู้กับการติดเชื้อ หากคลำพบก้อนที่คอร่วมกับอาการเจ็บคอ มีไข้ หรือแผลในช่องปาก ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุ เนื่องจากอาจเกี่ยวข้องกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือการติดเชื้ออื่น ๆ
- มีหูดในช่องปาก หูดที่เกิดบริเวณริมฝีปาก ลิ้น เพดานปาก หรือคอ อาจสัมพันธ์กับการติดเชื้อ Human Papillomavirus (HPV) ซึ่งเชื้อบางสายพันธุ์อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งช่องปาก และมะเร็งคอหอยในระยะยาว จึงควรได้รับการประเมินจากแพทย์
- มีผื่นขึ้นตามร่างกาย ผื่นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ลำตัว หรือมีผื่นร่วมกับไข้ และต่อมน้ำเหลืองโต อาจเป็นอาการของ ซิฟิลิสระยะที่สอง ซึ่งสามารถเกิดขึ้นหลังการติดเชื้อหลายสัปดาห์ หากได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนในอนาคต
- ต่อมน้ำเหลืองโต การมีต่อมน้ำเหลืองโตบริเวณคอ รักแร้ หรือขาหนีบ เป็นสัญญาณว่าระบบภูมิคุ้มกันกำลังตอบสนองต่อการติดเชื้อ แม้อาการนี้จะไม่ได้บ่งชี้ว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เสมอไป แต่หากเกิดขึ้นหลังมีพฤติกรรมเสี่ยง ควรเข้ารับการตรวจเพิ่มเติม
- มีไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ ไข้ที่เกิดขึ้นโดยไม่มีอาการของไข้หวัด หรือมีไข้ร่วมกับเจ็บคอ ผื่น แผลในปาก หรืออาการผิดปกติอื่น ๆ อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อในระยะเริ่มต้น รวมถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิด จึงไม่ควรละเลย
- ไม่มีอาการ ไม่ได้แปลว่าไม่มีการติดเชื้อ สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จำนวนมากอาจไม่แสดงอาการเลย โดยเฉพาะการติดเชื้อที่ลำคอจากออรัลเซ็กซ์ เช่น หนองใน หนองในเทียม หรือการติดเชื้อ HPV ผู้ติดเชื้ออาจรู้สึกปกติดี แต่ยังสามารถแพร่เชื้อให้คู่นอนได้
ด้วยเหตุนี้ หากมีประวัติออรัลเซ็กซ์โดยไม่ได้ใช้อุปกรณ์ป้องกัน มีคู่นอนหลายคน หรือมีคู่นอนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การเข้ารับการตรวจสุขภาพทางเพศจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการค้นหาการติดเชื้อตั้งแต่ระยะเริ่มต้น แพทย์อาจพิจารณาตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ หรือเก็บตัวอย่างจากลำคอ และอวัยวะเพศตามลักษณะของพฤติกรรมเสี่ยง เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว และลดโอกาสแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วิธีป้องกันความเสี่ยงจากออรัลเซ็กซ์
- ใช้ถุงยางอนามัย การใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งขณะทำออรัลเซ็กซ์กับอวัยวะเพศชาย ช่วยลดโอกาสการสัมผัสสารคัดหลั่ง และลดความเสี่ยงในการรับเชื้อหลายชนิด
- ใช้แผ่นยางอนามัย (Dental Dam) เหมาะสำหรับ
- Oral-Vaginal Sex
- Oral-Anal Sex
- ช่วยลดการสัมผัสโดยตรงกับเยื่อบุ และสารคัดหลั่ง
- หลีกเลี่ยงเมื่อมีแผลในปาก หากมี
- แผลร้อนใน
- เลือดออกตามไรฟัน
- เพิ่งถอนฟัน
- ผ่าฟันคุด
- เหงือกอักเสบ
- ควรงดออรัลเซ็กซ์จนกว่าแผลจะหาย
- รับวัคซีน วัคซีนที่ควรได้รับ ได้แก่
- HPV
- ไวรัสตับอักเสบบี
- ไวรัสตับอักเสบเอ (ในผู้ที่มีความเสี่ยง)
- ตรวจสุขภาพทางเพศเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่
- มีคู่นอนหลายคน
- เปลี่ยนคู่นอนบ่อย
- มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน
- เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง
- การตรวจอาจรวมถึงการเก็บตัวอย่างจากคอ หากมีประวัติออรัลเซ็กซ์
- พิจารณาใช้ PrEP สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อ HIV แพทย์อาจแนะนำการใช้ยา PrEP ร่วมกับการป้องกันรูปแบบอื่น โดย PrEP ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่นได้ จึงยังควรใช้ถุงยางอนามัยหรือแผ่นยางอนามัยเมื่อเหมาะสม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับออรัลเซ็กซ์
1. ออรัลเซ็กซ์ทำให้ติด HIV ได้หรือไม่?
ได้ แต่มีความเสี่ยงต่ำกว่าการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดหรือทางทวารหนัก โดยความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นหากมีแผลในช่องปาก เลือดออกตามไรฟัน หรือมีการหลั่งน้ำอสุจิในปาก
2. ออรัลเซ็กซ์ทำให้ติดหนองในได้หรือไม่?
ได้ โดยเฉพาะหนองในที่คอ ซึ่งผู้ติดเชื้อจำนวนมากอาจไม่มีอาการ
3. การใช้ถุงยางอนามัยขณะออรัลเซ็กซ์จำเป็นหรือไม่?
แนะนำให้ใช้ทุกครั้งเพื่อลดความเสี่ยงของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิด
4. Dental Dam คืออะไร?
เป็นแผ่นยางบางสำหรับใช้กั้นระหว่างปากกับอวัยวะเพศหรือทวารหนัก ช่วยลดการสัมผัสสารคัดหลั่ง และลดโอกาสติดเชื้อ
5. หากไม่มีอาการ จำเป็นต้องตรวจหรือไม่?
ควรตรวจ เพราะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิดไม่แสดงอาการในระยะแรก
6. ควรตรวจคอด้วยหรือไม่?
หากมีประวัติออรัลเซ็กซ์ แพทย์อาจแนะนำให้เก็บตัวอย่างจากคอเพื่อตรวจหาเชื้อ เช่น หนองในหรือหนองในเทียม
7. วัคซีน HPV ช่วยป้องกันอะไร?
ช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ HPV ซึ่งเกี่ยวข้องกับหูดที่อวัยวะเพศ และมะเร็งบางชนิด รวมถึงมะเร็งบริเวณช่องปาก และคอหอยจากสายพันธุ์ที่วัคซีนครอบคลุม
8. น้ำยาบ้วนปากช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้หรือไม่?
ไม่สามารถใช้แทนการป้องกันมาตรฐานได้ แม้มีการศึกษาบางส่วนเกี่ยวกับผลต่อเชื้อบางชนิด แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะใช้เป็นวิธีป้องกันโรค
9. หากคู่นอนไม่มีอาการ แสดงว่าปลอดภัยหรือไม่?
ไม่เสมอไป เพราะผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่มีอาการแต่ยังสามารถแพร่เชื้อได้
10. ควรตรวจสุขภาพทางเพศบ่อยแค่ไหน?
ขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยง หากมีคู่นอนหลายคนหรือมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อกำหนดความถี่ในการตรวจที่เหมาะสม
ออรัลเซ็กซ์เป็นรูปแบบหนึ่งของกิจกรรมทางเพศที่หลายคนมองว่ามีความปลอดภัยสูง แต่ในความเป็นจริงยังคงมีความเสี่ยงต่อการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิด เช่น หนองใน ซิฟิลิส เริม HPV และในบางกรณีอาจมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV แม้จะอยู่ในระดับต่ำกว่าการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดหรือทางทวารหนักก็ตาม ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นหากมีแผลในช่องปาก เลือดออกตามไรฟัน หรือมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ร่วมอยู่แล้ว การใช้ถุงยางอนามัยหรือแผ่นยางอนามัย (Dental Dam) สามารถช่วยลดโอกาสการรับ และแพร่เชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การรับวัคซีนที่จำเป็น การตรวจสุขภาพทางเพศเป็นประจำ และการสังเกตอาการผิดปกติหลังมีเพศสัมพันธ์ ล้วนเป็นส่วนสำคัญในการดูแลสุขภาพทางเพศของตนเอ งและคู่นอน การมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับออรัลเซ็กซ์จะช่วยให้สามารถตัดสินใจ และป้องกันความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว
อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม
เอกสารอ้างอิง
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). About STI Risk and Oral Sex. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/sti/about/about-sti-risk-and-oral-sex.html
- World Health Organization (WHO). Sexually Transmitted Infections (STIs). [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/sexually-transmitted-infections-(stis)
- National Institute of Dental and Craniofacial Research (NIDCR). Human Papillomavirus (HPV) and Oral Health. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.nidcr.nih.gov
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections). [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th
- กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. เพศวิถีศึกษาและการส่งเสริมสุขภาพทางเพศ. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.anamai.moph.go.th


