โรคซิฟิลิส เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือเชื่อว่าหากไม่มีอาการผิดปกติก็แปลว่าไม่ติดเชื้อ แต่ในความเป็นจริง ซิฟิลิส สามารถซ่อนตัวอยู่ในร่างกายได้นาน โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ที่อาจแทบไม่มีอาการใด ๆ เลย ขณะที่เชื้อกำลังส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์อย่างรุนแรง
ปัจจุบันทั่วโลกยังคงพบการติดเชื้อซิฟิลิสในหญิงตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น การแท้ง การคลอดก่อนกำหนด ทารกเสียชีวิตในครรภ์ หรือทารกเกิดมาพร้อม ซิฟิลิสแต่กำเนิด ซึ่งอาจส่งผลต่อสมอง กระดูก การมองเห็น และพัฒนาการในระยะยาว
โรคซิฟิลิส คืออะไร?
โรคซิฟิลิส (Syphilis) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Treponema pallidum ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ทั้งทางช่องคลอด ทางปาก และทางทวารหนัก รวมถึงสามารถถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกระหว่างตั้งครรภ์ได้
สิ่งที่อันตรายคือ ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่รู้ตัว เพราะอาการในระยะแรกอาจเล็กน้อยหรือหายไปเอง ทำให้เข้าใจผิดว่าหายแล้ว ทั้งที่เชื้อยังคงอยู่ในร่างกาย
ทำไมโรคซิฟิลิสในหญิงตั้งครรภ์จึงอันตราย?
เมื่อหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อซิฟิลิส เชื้อสามารถผ่านรกเข้าสู่ทารกได้ทุกช่วงอายุครรภ์ โดยเฉพาะหากไม่ได้รับการรักษา ความเสี่ยงต่อทารกจะสูงมาก
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่
- แท้งบุตร
- ทารกเสียชีวิตในครรภ์
- คลอดก่อนกำหนด
- น้ำหนักแรกเกิดต่ำ
- ทารกติดเชื้อซิฟิลิสแต่กำเนิด
- ความผิดปกติของสมอง ระบบประสาท กระดูก และดวงตา
- พัฒนาการล่าช้าในระยะยาว
หลายกรณีทารกอาจดูปกติหลังคลอด แต่เริ่มแสดงอาการภายหลัง เช่น หูหนวก ฟันผิดรูป กระดูกผิดปกติ หรือมีปัญหาทางการเรียนรู้
อาการโรคซิฟิลิสในแม่ อาจไม่ชัดเจนอย่างที่คิด
หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ซิฟิลิสยังคงแพร่ระบาด คือผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่มีอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อยจนมองข้าม
ระยะที่ 1: แผลริมแข็ง อาจมีแผลเล็ก ๆ ที่อวัยวะเพศ ปาก หรือทวารหนัก ลักษณะเป็นแผลไม่เจ็บ ขอบแข็ง และหายได้เองภายในไม่กี่สัปดาห์ ทำให้หลายคนไม่ทันสังเกต
ระยะที่ 2: ผื่น และอาการคล้ายป่วยทั่วไป หลังติดเชื้อประมาณหลายสัปดาห์ อาจเกิดอาการ เช่น
- ผื่นขึ้นตามตัว ฝ่ามือ ฝ่าเท้า
- มีไข้
- เจ็บคอ
- ต่อมน้ำเหลืองโต
- ผมร่วงเป็นหย่อม
- อ่อนเพลีย
อาการเหล่านี้อาจหายได้เองอีกเช่นกัน
ระยะแฝง เป็นระยะที่ไม่มีอาการใด ๆ เลย แต่ยังสามารถแพร่เชื้อ และส่งต่อสู่ลูกในครรภ์ได้
ระยะรุนแรง หากปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา เชื้ออาจทำลายหัวใจ สมอง เส้นประสาท และอวัยวะสำคัญอื่น ๆ
ทำไมหลายคนไม่รู้ว่าตัวเองติดเชื้อ?
ซิฟิลิสถูกเรียกว่า โรคเลียนแบบ เพราะอาการคล้ายโรคอื่นได้มาก บางคนไม่มีอาการเลยตลอดหลายปี ทำให้ไม่ได้เข้ารับการตรวจ
ในหญิงตั้งครรภ์ ยิ่งควรระวัง เพราะแม้ไม่มีอาการ ทารกก็ยังเสี่ยงติดเชื้อได้ การฝากครรภ์ และตรวจเลือดตามกำหนดจึงสำคัญมาก
โรคซิฟิลิสแต่กำเนิด คืออะไร?
โรคซิฟิลิสแต่กำเนิด (Congenital Syphilis) คือ การที่ทารกได้รับเชื้อจากแม่ระหว่างตั้งครรภ์
อาการของทารกอาจเกิดตั้งแต่แรกคลอด หรือปรากฏภายหลัง เช่น
- มีผื่น
- น้ำมูกปนเลือด
- ตับ และม้ามโต
- ตัวเหลือง
- กระดูกผิดรูป
- ชัก
- พัฒนาการช้า
- สูญเสียการได้ยิน
บางรายอาจเสียชีวิตตั้งแต่ในครรภ์หรือหลังคลอดไม่นาน
ใครบ้างที่ควรตรวจโรคซิฟิลิสระหว่างตั้งครรภ์?
จริง ๆ แล้วหญิงตั้งครรภ์ทุกคนควรได้รับการตรวจคัดกรองซิฟิลิสตั้งแต่เริ่มฝากครรภ์ แม้ไม่มีอาการใด ๆ
โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น
- มีคู่นอนหลายคน
- ไม่ใช้ถุงยางอนามัย
- เคยติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
- คู่มีประวัติติดเชื้อ
- ตั้งครรภ์โดยไม่ได้วางแผน
- ใช้สารเสพติดบางชนิดร่วมกับพฤติกรรมเสี่ยง
ในบางกรณีแพทย์อาจแนะนำให้ตรวจซ้ำในช่วงไตรมาสที่ 3 หรือก่อนคลอด
การตรวจโรคซิฟิลิสในหญิงตั้งครรภ์
การตรวจซิฟิลิสส่วนใหญ่ทำได้ง่าย รวดเร็ว และใช้เพียงการตรวจเลือด ซึ่งเป็นหนึ่งในการตรวจมาตรฐานที่แพทย์มักแนะนำ โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ เพื่อค้นหาการติดเชื้อตั้งแต่ระยะเริ่มต้น แม้ยังไม่มีอาการก็ตาม
แพทย์จะเก็บตัวอย่างเลือดเพื่อนำไปตรวจหา แอนติบอดี หรือภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองต่อเชื้อซิฟิลิส ไม่ได้ตรวจหาเชื้อโดยตรงในเลือด
การตรวจแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
1. การตรวจคัดกรองเบื้องต้น (Screening Test) เป็นการตรวจเพื่อดูว่ามีโอกาสติดเชื้อหรือไม่ ตัวอย่างการตรวจที่ใช้บ่อย ได้แก่
- VDRL (Venereal Disease Research Laboratory)
- RPR (Rapid Plasma Reagin)
ข้อดีคือ
- ตรวจได้รวดเร็ว
- ค่าใช้จ่ายไม่สูง
- เหมาะสำหรับการคัดกรองในหญิงตั้งครรภ์
อย่างไรก็ตาม ผลตรวจอาจมีโอกาส บวกลวง ได้ในบางกรณี เช่น ตั้งครรภ์ โรคภูมิคุ้มกันบางชนิด หรือการติดเชื้ออื่น ๆ จึงต้องมีการตรวจยืนยันเพิ่มเติม
2. การตรวจยืนยัน (Confirmatory Test) หากผลคัดกรองเป็นบวก แพทย์จะส่งตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่าเป็นซิฟิลิสจริงหรือไม่ เช่น
- TPHA (Treponema pallidum Hemagglutination Assay)
- TPPA
- FTA-ABS
การตรวจกลุ่มนี้มีความจำเพาะต่อเชื้อซิฟิลิสมากกว่า ช่วยยืนยันการวินิจฉัยได้แม่นยำขึ้น
ผลตรวจหมายความว่าอย่างไร?
หากผลตรวจเป็นบวก ไม่ได้แปลว่าทุกคนอยู่ในระยะรุนแรง แพทย์จะพิจารณาร่วมกับ
- ระดับผลเลือด
- อาการของผู้ป่วย
- ประวัติความเสี่ยง
- ระยะเวลาที่คาดว่าติดเชื้อ
เพื่อประเมินว่าอยู่ในระยะใดของโรค และวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
ต้องงดน้ำหรือเตรียมตัวก่อนตรวจหรือไม่?
โดยทั่วไป การตรวจซิฟิลิสไม่จำเป็นต้องงดอาหารหรืองดน้ำ สามารถตรวจได้ทันที แต่ควรแจ้งแพทย์เกี่ยวกับ
- ยาที่ใช้อยู่
- ประวัติการรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
- การตั้งครรภ์
- ประวัติแพ้ยา
เพื่อช่วยในการแปลผล และวางแผนรักษา
ใช้เวลารู้ผลนานไหม?
ขึ้นอยู่กับสถานพยาบาล บางแห่งทราบผลภายในวันเดียว หรือภายในไม่กี่วัน หากเป็นการตรวจแบบเร่งด่วนอาจทราบผลเร็วมาก
หากผลตรวจเป็นบวก ต้องทำอย่างไรต่อ?
หากผลตรวจยืนยันว่าติดเชื้อซิฟิลิส แพทย์จะ
- ประเมินระยะของโรค
- เริ่มการรักษาด้วยยาเพนิซิลลิน
- นัดติดตามผลเลือด
- แนะนำให้คู่นอนเข้ารับการตรวจ และรักษาด้วย
ในหญิงตั้งครรภ์ การรักษาเร็วมีความสำคัญมาก เพราะช่วยลดโอกาสที่เชื้อจะส่งต่อสู่ทารกได้อย่างมาก
หญิงตั้งครรภ์ควรตรวจซิฟิลิสเมื่อใด?
โดยทั่วไปแนะนำให้ตรวจตั้งแต่เริ่มฝากครรภ์ และในบางรายอาจต้องตรวจซ้ำช่วงไตรมาสที่ 3 หรือก่อนคลอด โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงสูง หรืออยู่ในพื้นที่ที่พบการติดเชื้อเพิ่มขึ้น
แม้ไม่มีอาการ ก็ยังควรตรวจ
สิ่งสำคัญคือ ซิฟิลิสอาจไม่มีอาการเลยในช่วงแรก หรืออาการหายไปเองจนผู้ป่วยเข้าใจผิดว่าหายแล้ว ดังนั้นการตรวจเลือดจึงเป็นวิธีสำคัญที่สุดในการค้นหาโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่อทั้งแม่ และทารกในครรภ์

การรักษาโรคซิฟิลิส
ซิฟิลิสเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ รักษาได้ หากได้รับการวินิจฉัย และรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยยาหลักที่ใช้รักษาคือ เพนิซิลลิน (Penicillin) ซึ่งยังคงเป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ เพราะสามารถช่วยลดโอกาสการส่งต่อเชื้อสู่ทารกในครรภ์ได้อย่างมาก
สิ่งสำคัญคือ แม้อาการจะหายไปเอง หรือไม่มีอาการเลย ก็ไม่ได้แปลว่าโรคหาย ดังนั้นผู้ติดเชื้อควรได้รับการรักษาครบถ้วน และติดตามผลตามแพทย์นัดเสมอ
การรักษาจะขึ้นอยู่กับ
- ระยะของโรค
- ระยะเวลาที่ติดเชื้อ
- มีอาการทางระบบประสาทหรือไม่
- การตั้งครรภ์
- ประวัติแพ้ยาเพนิซิลลิน
แพทย์จะประเมินร่วมกับผลเลือด และอาการ เพื่อเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสมที่สุด
ยาหลักที่ใช้รักษา: เพนิซิลลิน
ยามาตรฐานคือ Benzathine Penicillin G ซึ่งมักให้ในรูปแบบ ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
- ระยะต้นของโรค เช่น ระยะแผลริมแข็ง ระยะผื่น หรือระยะแฝงช่วงต้น มักรักษาด้วย ฉีดยาเพนิซิลลิน 1 ครั้ง ตามขนาดที่แพทย์กำหนด
- ระยะแฝงระยะยาว หรือไม่ทราบระยะเวลาติดเชื้ออาจต้อง ฉีดยาสัปดาห์ละครั้ง ติดต่อกัน 3 สัปดาห์
- กรณีมีภาวะแทรกซ้อนทางสมองหรือระบบประสาท เช่น ซิฟิลิสขึ้นสมอง ซิฟิลิสทางตา หรือระบบประสาท อาจต้อง นอนโรงพยาบาล ได้รับเพนิซิลลินทางหลอดเลือดดำ
การรักษาในหญิงตั้งครรภ์สำคัญมาก
หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อซิฟิลิสควรได้รับการรักษาเร็วที่สุด เพราะยิ่งรักษาเร็ว โอกาสที่เชื้อจะส่งต่อสู่ทารกจะยิ่งลดลง
การรักษาที่เหมาะสมสามารถช่วยลดความเสี่ยงของ
- การแท้ง
- ทารกเสียชีวิตในครรภ์
- คลอดก่อนกำหนด
- ซิฟิลิสแต่กำเนิด
ในปัจจุบัน เพนิซิลลิน ยังเป็นยาที่ดีที่สุดสำหรับหญิงตั้งครรภ์ และยังไม่มีทางเลือกอื่นที่ให้ผลในการป้องกันทารกได้ดีเท่า
หากแพ้เพนิซิลลินต้องทำอย่างไร?
บางคนมีประวัติแพ้ยาเพนิซิลลิน เช่น ผื่น หายใจลำบาก หรือแพ้รุนแรง
ในหญิงตั้งครรภ์ แพทย์อาจพิจารณา
- ทดสอบการแพ้ยา
- ทำกระบวนการลดอาการแพ้ยา (Desensitization)
เพื่อให้สามารถใช้เพนิซิลลินได้อย่างปลอดภัย เนื่องจากยังเป็นยาที่จำเป็นที่สุดในการป้องกันการติดเชื้อสู่ทารก
หลังรักษาแล้ว อาการจะหายทันทีไหม?
อาการบางอย่าง เช่น ผื่น หรือแผล อาจค่อย ๆ ดีขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ แต่เชื้ออาจยังต้องใช้เวลาในการกำจัดออกจากร่างกาย
ผู้ป่วยจึงต้อง
- ตรวจติดตามผลเลือดตามกำหนด
- ประเมินว่าระดับผลเลือดลดลงหรือไม่
- เฝ้าระวังการติดเชื้อซ้ำ
ทำไมต้องตรวจติดตามผลเลือด?
แม้รักษาแล้ว แพทย์ยังต้องติดตามระดับผลเลือด เช่นค่า RPR หรือ VDRL เพื่อดูว่า
- การรักษาได้ผลหรือไม่
- เชื้อลดลงตามที่ควรหรือไม่
- มีโอกาสติดเชื้อซ้ำหรือไม่
บางรายอาจต้องติดตามต่อเนื่องหลายเดือนถึง 1 ปี ขึ้นอยู่กับระยะของโรค
ระหว่างรักษา ควรงดมีเพศสัมพันธ์หรือไม่?
ควรงดมีเพศสัมพันธ์จนกว่า
- จะรักษาครบ
- แผลหาย
- แพทย์ประเมินว่าความเสี่ยงในการแพร่เชื้อลดลง
หากจำเป็นควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง
หลังรักษาหายแล้ว สามารถติดใหม่ได้หรือไม่?
ได้ ซิฟิลิสไม่ได้สร้างภูมิคุ้มกันถาวร แม้เคยรักษาหายแล้ว ก็ยังสามารถติดเชื้อใหม่ได้หากมีพฤติกรรมเสี่ยง
ดังนั้นการป้องกันยังคงสำคัญ เช่น
- ใช้ถุงยางอนามัย
- ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอ
- หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง
- เข้ารับการตรวจทันทีเมื่อสงสัยว่ามีความเสี่ยง
ป้องกันโรคซิฟิลิสระหว่างตั้งครรภ์ได้อย่างไร?
แม้ซิฟิลิสจะเป็นโรคที่อันตราย แต่สามารถป้องกันได้ด้วยวิธีต่อไปนี้
- ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ได้อย่างมาก
- ฝากครรภ์เร็ว ควรเริ่มฝากครรภ์ทันทีเมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์ เพื่อรับการตรวจคัดกรองอย่างครบถ้วน
- ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยง หรือมีคู่นอนใหม่
- ชวนคู่มาตรวจร่วมกัน การรักษาเพียงฝ่ายเดียวอาจทำให้ติดเชื้อซ้ำได้
- หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือมีคู่นอนหลายคน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคซิฟิลิสในแม่ และเด็ก
Q : หากแม่ไม่มีอาการ ยังมีโอกาสส่งเชื้อสู่ลูกหรือไม่?
A : ได้ แม้แม่จะไม่มีอาการใด ๆ เลย แต่เชื้อซิฟิลิสยังสามารถผ่านรกไปสู่ทารกในครรภ์ได้ โดยเฉพาะในระยะแฝงของโรค ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่รู้ตัวว่าติดเชื้ออยู่
Q : ซิฟิลิสสามารถส่งต่อสู่ลูกได้ช่วงไหนของการตั้งครรภ์?
A : เชื้อสามารถส่งผ่านจากแม่สู่ลูกได้ทุกช่วงอายุครรภ์ ยิ่งไม่ได้รับการรักษาเร็ว ความเสี่ยงต่อทารกยิ่งสูง
Q : หากตรวจพบซิฟิลิสระหว่างตั้งครรภ์ ยังรักษาทันหรือไม่?
A : ส่วนใหญ่ยังรักษาได้ทัน หากได้รับการวินิจฉัย และรักษาเร็ว โดยเฉพาะก่อนคลอด ยาเพนิซิลลินสามารถช่วยลดโอกาสที่ทารกจะติดเชื้อได้อย่างมาก
Q : ซิฟิลิสในหญิงตั้งครรภ์รักษาอย่างไร?
A : การรักษาหลักคือการฉีดยาเพนิซิลลินตามระยะของโรค ซึ่งเป็นวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพ และปลอดภัยสำหรับหญิงตั้งครรภ์ แพทย์จะติดตามผลเลือดหลังรักษาอย่างต่อเนื่อง
Q : หากแพ้เพนิซิลลินจะทำอย่างไร?
A : หญิงตั้งครรภ์ที่แพ้เพนิซิลลินอาจต้องเข้ารับกระบวนการลดอาการแพ้ยา (Desensitization) ก่อนรักษา เพราะเพนิซิลลินยังเป็นยาที่ดีที่สุดในการป้องกันการติดเชื้อสู่ทารก
Q : สามีหรือคู่นอนจำเป็นต้องตรวจด้วยหรือไม่?
A : จำเป็นมาก เพราะหากรักษาเพียงฝ่ายเดียว อาจเกิดการติดเชื้อซ้ำได้ คู่นอนควรเข้ารับการตรวจ และรักษาพร้อมกัน
Q : หากเคยเป็นซิฟิลิสมาก่อน จะกลับมาติดใหม่ได้ไหม?
A : ได้ ซิฟิลิสไม่ได้สร้างภูมิคุ้มกันถาวร แม้เคยรักษาหายแล้ว ก็สามารถติดเชื้อใหม่ได้หากมีพฤติกรรมเสี่ยง
Q : ตรวจซิฟิลิสตอนฝากครรภ์ครั้งเดียวเพียงพอหรือไม่?
A : ในบางรายอาจไม่เพียงพอ โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงสูง แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจซ้ำในช่วงไตรมาสที่ 3 หรือก่อนคลอด
Q : ทารกที่ติดซิฟิลิสแต่กำเนิดจะมีอาการทันทีหรือไม่?
A : ไม่เสมอไป ทารกบางคนดูแข็งแรงปกติหลังคลอด แต่เริ่มมีอาการภายหลัง เช่น หูหนวก ฟันผิดรูป กระดูกผิดปกติ หรือพัฒนาการล่าช้า
Q : หากลูกเกิดมาแล้ว ต้องตรวจซิฟิลิสหรือไม่?
A : หากแม่มีประวัติติดเชื้อซิฟิลิสระหว่างตั้งครรภ์ แพทย์จะประเมินความเสี่ยงของทารก และอาจตรวจเลือด ตรวจร่างกาย หรือให้การรักษาป้องกันตามความเหมาะสม
Q : ซิฟิลิสติดต่อผ่านการให้นมแม่หรือไม่?
A : โดยทั่วไปซิฟิลิสไม่ติดต่อผ่านน้ำนมแม่ แต่หากมีแผลซิฟิลิสบริเวณเต้านมหรือหัวนม อาจมีความเสี่ยงในการแพร่เชื้อได้ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนให้นม
Q : สามารถป้องกันซิฟิลิสแต่กำเนิดได้หรือไม่?
A : ป้องกันได้ในหลายกรณี หากแม่ได้รับการตรวจคัดกรองเร็ว ฝากครรภ์สม่ำเสมอ และรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่น ๆ
Q : หลังรักษาแล้ว จำเป็นต้องติดตามผลอีกหรือไม่?
A : จำเป็น เพราะแพทย์จะตรวจติดตามระดับผลเลือดเพื่อประเมินว่าการรักษาได้ผลหรือไม่ รวมถึงเฝ้าระวังการติดเชื้อซ้ำ
Q : ซิฟิลิสต่างจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นอย่างไร?
A : ซิฟิลิสมีลักษณะสำคัญคือ อาการสามารถหายไปเองชั่วคราว ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าหายแล้ว ทั้งที่เชื้อยังอยู่ในร่างกาย และสามารถทำลายอวัยวะสำคัญหรือส่งต่อสู่ลูกได้หากไม่ได้รักษา
อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม
- โรคซิฟิลิสกับผลกระทบที่อาจร้ายแรงกว่าที่คิด
- หลังเสี่ยงต้องรู้! Doxy-PEP ทางเลือกใหม่ของการป้องกัน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
อาการซิฟิลิสในแม่อาจไม่ชัดเจน หรือแทบไม่มีสัญญาณเตือนเลย แต่ผลกระทบต่อทารกในครรภ์อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตหรือพิการถาวรได้
สิ่งสำคัญที่สุดคือการตรวจคัดกรองตั้งแต่เริ่มฝากครรภ์ การรักษาอย่างรวดเร็ว และการดูแลคู่ร่วมด้วย หากได้รับการรักษาเร็ว โอกาสป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่อทารกจะสูงมาก
การรู้ทันซิฟิลิส ไม่ใช่แค่การปกป้องตัวแม่ แต่คือการปกป้องชีวิตใหม่ที่กำลังเติบโตในครรภ์ด้วย
เอกสารอ้างอิง
- World Health Organization (WHO). Congenital syphilis and maternal syphilis information. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Syphilis during pregnancy and congenital syphilis guidelines. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/std/syphilis
- UNICEF. Maternal and newborn health: congenital syphilis prevention. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.unicef.org
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ข้อมูลโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการป้องกันซิฟิลิส. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th
- กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. ความรู้เกี่ยวกับการตั้งครรภ์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.anamai.moph.go.th


