ลืมกิน PrEP ควรทำอย่างไร? คำตอบขึ้นอยู่กับชนิดยา การใช้แบบรายวันหรือ On-Demand จำนวนมื้อที่ขาด และเวลาของเหตุสัมผัส จึงไม่มีวิธีชดเชยเดียวที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

สิ่งที่ไม่ควรทำ: อย่าเพิ่มยาเป็นสองเท่า อย่าเลื่อนมื้อต่อไปหรือกินต่อเพิ่มเอง และอย่าสลับระหว่างรายวันกับ On-Demand จากคำแนะนำออนไลน์

ลืมกิน PrEP ให้ทำอะไรเป็นอันดับแรก

  1. ดูชื่อยาและรูปแบบที่คลินิกให้
  2. จดวันกับเวลาที่กินครั้งล่าสุดและมื้อที่คาดว่าขาด
  3. จดวัน เวลา และช่องทางของเหตุสัมผัสล่าสุด
  4. ถ่ายรูปฉลากยาและคำแนะนำเดิมไว้
  5. ติดต่อคลินิกหรือเภสัชกรพร้อมข้อมูลเหล่านี้

การลืมยาเกิดขึ้นได้และไม่ควรถูกตำหนิ ข้อมูลที่ตรงช่วยให้เจ้าหน้าที่ประเมินได้ว่าควรใช้ต่อ ตรวจเพิ่มเติม หรือพิจารณาทางเลือกอื่นอย่างไร

ถ้ามีเหตุระหว่างยาขาดช่วง

หากเหตุเกิดภายใน 72 ชั่วโมง ให้ติดต่อโรงพยาบาลหรือคลินิกทันทีเพื่อประเมิน PEP ซึ่งควรเริ่มเร็วที่สุด อย่ารออาการและอย่าคิดว่าการกิน PrEP เพิ่มสามารถย้อนกลับไปป้องกันเหตุที่เกิดแล้วได้

หากเกิน 72 ชั่วโมงก็ยังควรไปปรึกษา เจ้าหน้าที่ช่วยวางแผนตรวจ HIV ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และบอกได้ว่าควรกลับมาใช้ PrEP เมื่อใด การเลยช่วง PEP ไม่ได้แปลว่าไม่มีอะไรให้ทำต่อ

ทำไมคำแนะนำ 12 ชั่วโมงหรือจำนวนวันที่ลืมจึงไม่พอ

บทความเดิมมักแบ่งว่าลืมน้อยกว่าหรือมากกว่า 12 ชั่วโมง ลืมหนึ่งวัน หรือหลายวัน แล้วให้คำตอบตายตัว แต่ข้อมูลเหล่านี้ยังไม่บอกชนิดยา ความต่อเนื่องก่อนหน้า เพศกำเนิด ช่องทางสัมผัส และเหตุล่าสุด จึงอาจใช้ผิดสถานการณ์ได้

PrEP แบบรายวันและ On-Demand มีแผนต่างกัน และแนวทางประเทศไทยปี 2568 มีรายละเอียดตามชนิดยาและช่องทางสัมผัส หากมีเอกสารจากคลินิก ให้ยึดคำแนะนำสำหรับยาของคุณ และโทรถามเมื่อไม่แน่ใจ

Quicky

อย่ากินเพิ่มเพื่อชดเชยเอง

การเพิ่มจำนวนยาเองไม่ได้ทำให้ป้องกันย้อนหลังและอาจทำให้ไม่สบายจากยา หากกินเกินโดยไม่ตั้งใจ ให้จดชื่อยา จำนวน และเวลา แล้วโทรถามเภสัชกรหรือคลินิก

หากหายใจลำบาก หน้าหรือคอบวม เป็นลม สับสน อาเจียนมาก หรืออาการทรุดเร็ว ให้ไปฉุกเฉินทันที

ต้องตรวจ HIV ใหม่ไหม

ไม่ได้หมายความว่าลืมทุกครั้งแล้วต้องตรวจฉุกเฉิน แต่หากขาดหลายมื้อ มีเหตุระหว่างนั้น มีอาการที่กังวล หรือจะกลับมาเริ่มหลังหยุดไปนาน ควรให้หน่วยบริการกำหนดชนิดและช่วงเวลาตรวจ การตรวจเร็วเกินไปอาจยังไม่ตอบเหตุล่าสุด

หากมี HIV อยู่แล้ว การใช้ PrEP เพียงอย่างเดียวไม่ใช่แผนรักษาที่ครบถ้วน นี่คือเหตุผลที่ไม่ควรกลับมาเริ่มเองหลังมีช่องว่างและเหตุสัมผัส

ไวรัสตับอักเสบบีเกี่ยวข้องอย่างไร

PrEP แบบรับประทานบางชนิดออกฤทธิ์ต่อไวรัสตับอักเสบบีด้วย หากมีเชื้อ การหยุดและเริ่มเป็นช่วงโดยไม่มีแผนอาจทำให้ตับอักเสบกำเริบ ให้แจ้งประวัติหรือผลตรวจเดิมและอย่าหยุดยาเอง

Love2Test

ทำอย่างไรให้ลืมน้อยลง

  • ตั้งเตือนด้วยข้อความที่ไม่เปิดเผยข้อมูลบนหน้าจอ
  • ผูกเวลากินยากับกิจวัตรที่ทำอยู่แล้ว
  • ใช้กล่องแบ่งยาเพื่อดูว่ากินแล้วหรือยัง
  • เก็บยาและพกยาตามคำแนะนำบนฉลาก
  • ขอรับยาก่อนหมดและเผื่อวันหยุดหรือการเดินทาง
  • หากลืมบ่อย ให้คุยเรื่องรูปแบบที่เข้ากับชีวิต แทนการเปลี่ยนเอง

คำถามที่พบบ่อย

ลืมหนึ่งมื้อยังป้องกันอยู่ไหม

ตอบจากจำนวนมื้ออย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูชนิดยา รูปแบบ PrEP ความต่อเนื่องก่อนหน้า และเหตุล่าสุด ให้หน่วยบริการช่วยประเมินแทนการเดาเป็นเปอร์เซ็นต์

นึกได้แล้วกินทันทีได้ไหม

คำแนะนำนี้ไม่ครอบคลุมทุกสูตร หากมีคำแนะนำเฉพาะจากฉลากหรือคลินิกให้ทำตามนั้น หากไม่แน่ใจให้โทรถามก่อนเพิ่ม เลื่อน หรือข้ามยาเอง

เปลี่ยนเป็น On-Demand เพราะลืมรายวันบ่อยได้ไหม

ไม่ควรเปลี่ยนเอง On-Demand ไม่ใช่การกินรายวันแบบไม่สม่ำเสมอ ต้องตรวจ HIV และรับแผนที่ตรงกับชนิดยาและช่องทางสัมผัสก่อน

ติดต่อคลินิกเดิมไม่ได้ทำอย่างไร

นำซองยาหรือรูปฉลากไปถามเภสัชกร โรงพยาบาล หรือคลินิกสุขภาพทางเพศใกล้บ้าน หากเหตุอยู่ภายใน 72 ชั่วโมง ให้บอกตั้งแต่แรกว่าต้องการประเมิน PEP

อ่านต่อ

อ่านความแตกต่างได้ที่ PrEP กับ PEP ต่างกันอย่างไร และดูภาพรวมได้ที่ ยาเพร็พป้องกัน HIV

Buddy Chat — Love2Test

สรุป

เมื่อลืม PrEP อย่ารีบกินเพิ่มหรือใช้กฎเดียวกับทุกคน ให้เช็กชนิดยา รูปแบบการใช้ เวลาที่ขาด และเหตุล่าสุด แล้วติดต่อหน่วยบริการ หากมีเหตุภายใน 72 ชั่วโมง ให้ถามเรื่อง PEP ทันที หากเกินแล้วก็ยังควรวางแผนตรวจและกลับมาใช้ PrEP อย่างเหมาะสม

หมายเหตุ บทความนี้ให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล การชดเชย เริ่มใหม่ หยุด หรือเปลี่ยน PrEP ควรตัดสินใจร่วมกับแพทย์ เภสัชกร หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ดูแลคุณ

แหล่งอ้างอิง

ข้อควรระวังในการใช้ข้อมูล

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช้แทนการตรวจ วินิจฉัย หรือแผนดูแลเฉพาะบุคคล ให้ปรึกษาแพทย์หรือผู้ให้บริการก่อนเริ่ม หยุด เปลี่ยนยา หรือปรับขนาดยา หากมีอาการรุนแรงให้รับการดูแลเร่งด่วน

ปรับปรุงเนื้อหา: 9 ตุลาคม 2569