ไวรัส HPV (Human Papillomavirus) เป็นหนึ่งในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบบ่อยที่สุดในโลก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ หลายคนอาจสงสัยว่า หากติดเชื้อ HPV แล้วสามารถหายได้หรือไม่ และมีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างไร
การติดเชื้อ HPV คืออะไร?
HPV (Human Papillomavirus) เป็นกลุ่มของไวรัสที่มีมากกว่า 100 สายพันธุ์ โดยประมาณ 40 สายพันธุ์สามารถติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ และส่งผลต่อบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก และช่องปาก การติดเชื้อ HPV ส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการ และสามารถหายได้เองภายใน 1-2 ปี อย่างไรก็ตาม บางสายพันธุ์ของ HPV โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น HPV-16 และ HPV-18 สามารถนำไปสู่การเกิดมะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก มะเร็งช่องปาก และมะเร็งอื่น ๆ ได้
HPV ติดแล้วหายได้ไหม?
คำตอบ คือ ได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีสุขภาพดี และระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง ข้อมูลจากการศึกษาพบว่า
- ประมาณ 70% ของการติดเชื้อ HPV จะหายไปเองภายใน 1 ปี และ 90% ภายใน 2 ปี
- ในผู้หญิงที่มีอายุต่ำกว่า 35 ปี อัตราการหายของการติดเชื้อ HPV สูงกว่าผู้ที่มีอายุมากกว่า 35 ปี
- การติดเชื้อ HPV ส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการ และร่างกายสามารถกำจัดเชื้อได้เองโดยไม่ต้องรักษา
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการหายจากการติดเชื้อ HPV
ความสามารถของร่างกายในการกำจัดเชื้อ HPV ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่
- อายุ ผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปีมีโอกาสหายจากการติดเชื้อ HPV ได้มากกว่าผู้ที่มีอายุมากกว่า 35 ปี
- ระดับภูมิคุ้มกัน ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง เช่น ผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ และไม่มีโรคประจำตัวที่ส่งผลต่อภูมิคุ้มกัน มีโอกาสหายจากการติดเชื้อได้สูงกว่า
- พฤติกรรมเสี่ยง การมีคู่นอนหลายคน การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย และการเริ่มมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย เป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ HPV และลดโอกาสในการหายจากการติดเชื้
อาการของการติดเชื้อ HPV
การติดเชื้อไวรัส HPV มักไม่แสดงอาการในช่วงแรก โดยผู้ติดเชื้อจำนวนมากอาจไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีอาการอาจเริ่มแสดงออกชัดเจนเมื่อเชื้อเริ่มส่งผลต่อร่างกาย ซึ่งสามารถแยกตามลักษณะดังนี้
- หูดที่อวัยวะเพศ เป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงต่ำ หูดจะมีลักษณะเป็นตุ่มเล็ก ๆ นูน แบน หรือมีรูปร่างคล้ายดอกกะหล่ำปลี มักเกิดที่อวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือบริเวณใกล้เคียง
- หูดที่มือหรือเท้า เกิดจากสายพันธุ์ HPV ที่ไม่เกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ เช่น HPV ชนิดที่ 1, 2 และ 4 หูดประเภทนี้อาจทำให้รู้สึกเจ็บเมื่อเดินหรือใช้มือจับสิ่งของ
- การเปลี่ยนแปลงของเซลล์ปากมดลูก มักไม่แสดงอาการ แต่สามารถตรวจพบได้โดยการตรวจ Pap smear หรือการตรวจหาเชื้อด้วย HPV DNA test การเปลี่ยนแปลงนี้หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจพัฒนาไปสู่มะเร็งปากมดลูกในระยะยาว
อาการเหล่านี้ไม่ได้ปรากฏทันทีหลังจากการติดเชื้อ บางรายอาจใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปีกว่าจะเกิดอาการ ซึ่งเป็นสาเหตุว่าทำไมการตรวจคัดกรองจึงสำคัญอย่างยิ่ง
การวินิจฉัยการติดเชื้อ HPV
การวินิจฉัย HPV สามารถทำได้ด้วยวิธีการที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง และอาการของผู้ป่วย โดยทั่วไปประกอบด้วย:
- การตรวจ Pap smear เป็นการเก็บเซลล์จากปากมดลูกไปตรวจหาความผิดปกติของเซลล์ เช่น เซลล์ผิดปกติก่อนมะเร็ง ซึ่งสามารถพบได้แม้ไม่มีอาการ
- การตรวจ HPV DNA Test เป็นการตรวจทางพันธุกรรมเพื่อระบุว่าผู้ป่วยติดเชื้อ HPV หรือไม่ และเป็นสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงหรือไม่ วิธีนี้มีความแม่นยำสูง และใช้ร่วมกับ Pap smear เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
- การตรวจทางสายตาโดยแพทย์ สำหรับผู้ที่มีหูดที่อวัยวะเพศหรือบริเวณอื่น แพทย์จะตรวจดูลักษณะหูดและอาจตัดชิ้นเนื้อไปตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันการติดเชื้อ
การวินิจฉัยที่ถูกต้องจะช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการดูแลรักษาได้อย่างเหมาะสม และลดความเสี่ยงในการพัฒนาไปสู่โรคร้ายแรง

การรักษาการติดเชื้อ HPV
ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาที่สามารถกำจัดไวรัส HPV ออกจากร่างกายได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม ร่างกายของคนส่วนใหญ่สามารถกำจัดเชื้อได้เองภายใน 1–2 ปีโดยไม่มีผลข้างเคียงรุนแรง การรักษาจึงเน้นที่การจัดการอาการ และการป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากเชื้อ HPV ซึ่งประกอบด้วย:
- การรักษาหูดที่อวัยวะเพศ แพทย์อาจแนะนำการใช้ยาทาเฉพาะที่ เช่น Imiquimod, Podophyllin หรือการทำหัตถการ เช่น การจี้ไฟฟ้า การใช้เลเซอร์ หรือการแช่เย็น (Cryotherapy) เพื่อลดจำนวนหูด และควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อ
- การรักษาความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูก หากตรวจพบการเปลี่ยนแปลงที่มีความเสี่ยงต่อการกลายเป็นมะเร็ง แพทย์อาจทำการตัดชิ้นเนื้อออก หรือจี้ด้วยความเย็นหรือเลเซอร์ เพื่อกำจัดเซลล์ผิดปกติ
- การติดตามอาการ และตรวจซ้ำเป็นระยะ: ผู้ที่เคยติดเชื้อ HPV ควรตรวจสุขภาพ และทำ Pap smear อย่างสม่ำเสมอทุกปี เพื่อเฝ้าระวังการกลับมาของเซลล์ผิดปกติ
แม้ว่าเชื้อ HPV จะยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ในทันที แต่ด้วยการดูแลที่ถูกต้อง การติดเชื้อส่วนใหญ่สามารถควบคุมได้ และไม่พัฒนาไปสู่โรคร้ายแรงในอนาคต
แนวทางการดูแลตนเองเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
แม้ว่าจะไม่มีวิธีรักษาเชื้อ HPV ให้หายขาดได้ทันที แต่การดูแลสุขภาพ และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันสามารถช่วยให้ร่างกายกำจัดเชื้อได้เอง ดังนี้
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุ เช่น ผักผลไม้ ธัญพืช และโปรตีนคุณภาพดี
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังกายช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันและลดความเครียด
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์ สารพิษจากบุหรี่ และแอลกอฮอล์สามารถกดภูมิคุ้มกัน และเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ
- พักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับอย่างเพียงพอช่วยให้ร่างกายฟื้นฟู และเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
- ตรวจสุขภาพประจำปี การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก และการตรวจหาเชื้อ HPV ช่วยให้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
การป้องกันการติดเชื้อ HPV
การป้องกันเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ HPV
- การฉีดวัคซีน HPV: วัคซีน HPV สามารถป้องกันการติดเชื้อสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็งได้ ควรฉีดวัคซีนตั้งแต่อายุ 9–26 ปี แต่สามารถฉีดได้ถึงอายุ 45 ปี
- การใช้ถุงยางอนามัย: แม้ถุงยางอนามัยจะไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อ HPV ได้ 100% แต่สามารถลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้
การมีคู่นอนที่ปลอดภัย: การมีคู่นอนที่มั่นคง และการหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนหลายคนสามารถลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ HPV ได้
อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม
- อาการของโรคหูดหงอนไก่ สังเกตง่าย ป้องกันได้
- การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ : สำคัญอย่างไร? ตรวจอะไรได้บ้าง?
การติดเชื้อ HPV ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นมะเร็งเสมอไป ส่วนใหญ่แล้ว ร่างกายสามารถกำจัดเชื้อได้เองภายใน 1-2 ปี อย่างไรก็ตาม การดูแลสุขภาพ การป้องกัน และการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญในการลดความเสี่ยง และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
เอกสารอ้างอิง
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Genital HPV Infection - Fact Sheet. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.cdc.gov/std/hpv/stdfact-hpv.htm
- World Health Organization (WHO). Human papillomavirus (HPV) and cervical cancer. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/human-papillomavirus-(hpv)-and-cervical-cancer
- BMC Women's Health. Prevalence, persistence, clearance and risk factors for HPV infection. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://bmcwomenshealth.biomedcentral.com/articles/10.1186/s12905-023-02558-y
- ScienceDirect. Persistence and clearance rates of human papillomaviruses in a population-based study. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S030121152400513X
- ViMUT Hospital. ตอบให้ครบ ทุกเรื่องของ "มะเร็งปากมดลูก" ที่ผู้หญิงอยากรู้. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.vimut.com/article/Cervical-cancer


