โรคแผลริมอ่อน เป็นหนึ่งในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้น้อยกว่าโรคซิฟิลิส หรือหนองใน แต่ก็เป็นโรคที่สามารถสร้างความเจ็บปวด และนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Haemophilus ducreyi ซึ่งก่อให้เกิดแผลที่อวัยวะเพศที่มีลักษณะเจ็บปวด และอาจเกิดการติดเชื้อซ้ำซ้อนหากปล่อยไว้โดยไม่รักษา
โรคแผลริมอ่อนมักเกิดขึ้นในกลุ่มผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน และสามารถเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อเอชไอวี ได้อีกด้วย เนื่องจากแผลเปิดที่เกิดขึ้นจะเป็นช่องทางให้เชื้อเอชไอวี เข้าไปสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น การป้องกัน และรักษาโรคแผลริมอ่อนตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญในการลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และการแพร่กระจายของเชื้อ
โรคแผลริมอ่อน คืออะไร?
โรคแผลริมอ่อน (Chancroid) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Haemophilus ducreyi โดยแบคทีเรียชนิดนี้สามารถทำให้เกิดแผลที่อวัยวะเพศ และมักมีอาการปวดอย่างรุนแรง ซึ่งแตกต่างจากแผลของโรคซิฟิลิสที่มักไม่เจ็บ
โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในเพศชาย และหญิง แต่ในผู้ชายจะสามารถสังเกตเห็นแผลได้ง่ายกว่าผู้หญิง เนื่องจากแผลมักเกิดขึ้นบริเวณอวัยวะเพศภายนอก ในขณะที่ผู้หญิงบางรายอาจมีแผลที่ซ่อนอยู่ภายในช่องคลอดหรือปากมดลูก ทำให้ตรวจพบได้ยากกว่า
สาเหตุ และการติดต่อของโรคแผลริมอ่อน
โรคแผลริมอ่อนเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Haemophilus ducreyi ซึ่งสามารถติดต่อผ่านทาง
- การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย
- การสัมผัสโดยตรงกับแผลของผู้ติดเชื้อ
- การใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดตัว ที่อาจมีเชื้อปนเปื้อน (พบได้น้อยมาก)
เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายผ่านรอยถลอกหรือรอยแผลเล็กๆ บริเวณอวัยวะเพศ และจากนั้นจะเริ่มก่อให้เกิดแผลในช่วง 4-10 วันหลังจากได้รับเชื้อ
สัญญาณเตือน และอาการของโรคแผลริมอ่อน
อาการของโรคแผลริมอ่อนจะแสดงออกอย่างชัดเจนในระยะเวลาไม่นานหลังจากได้รับเชื้อ โดยสามารถแบ่งอาการออกเป็น 2 ระยะหลัก ได้แก่
- ระยะแรกของโรค (Incubation Period)
- หลังจากได้รับเชื้อ 4-10 วัน ผู้ป่วยจะเริ่มสังเกตเห็น ตุ่มนูนแดงขนาดเล็ก บริเวณอวัยวะเพศ
- ตุ่มนูนนี้จะค่อยๆ พัฒนาไปเป็น แผลเปิดที่มีขอบไม่เรียบ มีหนอง และมีอาการปวด
- ระยะที่แผลพัฒนา (Ulcerative Stage)
- แผลจะมีลักษณะ เป็นแผลเปิดขอบนูนแดง ขนาดประมาณ 0.5-2 ซม. มีลักษณะอ่อนนุ่ม และมีหนองปกคลุม
- แผลมักจะมีจำนวนมากกว่า 1 แผล และเกิดขึ้นได้ที่
- เพศชาย: บริเวณปลายอวัยวะเพศ หนังหุ้มปลาย อัณฑะ หรือขาหนีบ
- เพศหญิง: ปากช่องคลอด แคมใหญ่ แคมเล็ก หรือปากมดลูก
- ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบบวม และเจ็บ อาจพัฒนาเป็นฝีหนองที่ต้องได้รับการรักษา
- ในบางกรณีที่ไม่ได้รับการรักษา แผลอาจขยายใหญ่ขึ้น และเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น แผลลุกลามหรือติดเชื้อแทรกซ้อนได้
การวินิจฉัยโรคแผลริมอ่อน
แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคแผลริมอ่อนได้โดย
- การตรวจร่างกายและประวัติทางเพศสัมพันธ์
- การเก็บตัวอย่างจากแผลเพื่อนำไปตรวจทางห้องปฏิบัติการ
- การแยกโรคจากโรคที่มีอาการคล้ายกัน เช่น ซิฟิลิส เริม และหนองใน
- การตรวจเลือดเพื่อตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ เช่น HIV และซิฟิลิส

การรักษาโรคแผลริมอ่อน
โรคแผลริมอ่อนสามารถรักษาให้หายขาดได้โดยการใช้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม การรักษาควรเริ่มต้นโดยเร็วที่สุดเพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่กระจายเชื้อ และภาวะแทรกซ้อน
- การใช้ยาปฏิชีวนะ
- Azithromycin 1 กรัม รับประทานเพียงครั้งเดียว
- Ceftriaxone 250 มิลลิกรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อเพียงครั้งเดียว
- Erythromycin 500 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง นาน 7 วัน
- การดูแลรักษาแผล
- ล้างแผลด้วยน้ำเกลือหรือน้ำยาฆ่าเชื้อ
- หลีกเลี่ยงการเกาบริเวณแผลเพื่อลดการติดเชื้อแทรกซ้อน
- หากมีฝีหนองที่ต่อมน้ำเหลือง ควรพบแพทย์เพื่อพิจารณาการเจาะระบายหนองออก
- การตรวจ และรักษาคู่นอน
- ควรแจ้งให้คู่นอนเข้ารับการตรวจหาเชื้อ และรักษาพร้อมกัน
- งดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าอาการจะหายสนิท
วิธีป้องกันโรคแผลริมอ่อน
- ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
- หลีกเลี่ยงการมีคู่นอนหลายคน และตรวจสุขภาพทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำ
- หากพบแผลที่อวัยวะเพศ ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อทำการวินิจฉัย และรักษา
- แจ้งคู่นอนให้เข้ารับการตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
- ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดตัวหรือเสื้อผ้า
อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม
โรคแผลริมอ่อนเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Haemophilus ducreyi โดยมีลักษณะเป็นแผลที่อวัยวะเพศซึ่งสร้างความเจ็บปวด และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนหากไม่ได้รับการรักษา
แม้โรคนี้จะสามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาปฏิชีวนะ แต่การป้องกันเป็นสิ่งที่ดีที่สุด การใช้ถุงยางอนามัย และการตรวจสุขภาพทางเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากคุณหรือคู่นอนมีอาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง และป้องกันการแพร่กระจายของโรคต่อไป


